"กริพเพน" ฝูงแรก ดันไทยมี "IKEA" พร้อม offset สวีเดน คุ้มกว่าแค่ป้องกันประเทศ
"อนาลโย" ชี้ "IKEA" ตีตลาดไทย เพราะกองทัพซื้อ "กริพเพน" ฝูงแรก เผยเป็น offset ทำการลงทุนด้านอาวุธคุ้มค่ากว่าแค่ป้องกันประเทศ ย้ำดีลฉลาด ทำงบประมาณ 1 บาทคุ้มกว่าแค่ซื้ออาวุธ
นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และอาวุธ ให้ความเห็นกับทีมข่าว PPTV เกี่ยวกับนโยบายจัดซื้ออาวุธที่เปลี่ยนไปของไทย ซึ่งเน้นการชดเชยทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า "offset" โดยเฉพาะกรณีการเลือกซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จากสวีเดน เพื่อทดแทนเครื่องบิน F-16 กองบิน 1 ที่กำลังจะปลดประจำการ
การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการจัดซื้ออาวุธแบบคนฉลาดครั้งแรกของไทย ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนดำเนินการนานแล้ว โดยมีสิ่งที่คุ้มค่ากว่าอาวุธคือ "การลงทุน" ที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
F-16 สู่ "Gripen E/F"
นายอนาลโย มองว่า เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของกองทัพอากาศ ได้ตั้งโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ทดแทน F-16 ที่ใช้งานมาเกือบ 40 ปีแล้ว โดยมีตัวเลือกคือ F-16 จากสหรัฐฯ และ Gripen จากสวีเดน
ซึ่งไทยมี Gripen รุ่น C/D ใช้งานอยู่ที่โคราชอยู่แล้ว แม้ประสิทธิภาพของทั้งสองรุ่นจะใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Gripen E/F ได้รับเลือกคือ "ข้อเสนอการชดเชยทางเศรษฐกิจ" หรือ offset กองทัพได้ตั้งธงไว้ว่า การจัดหาอาวุธครั้งนี้จะต้องมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย
ข้อเสนอของสวีเดนเหนือกว่าสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เนื่องจากบริษัท SAAB ผู้ผลิต Gripen ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทใหญ่อื่น ๆ เช่น Asra, CEA, ABB, Electrolux ได้สัญญาว่าจะนำบริษัทในเครือเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงงาน, ร่วมทุนกับบริษัทไทย หรือถ่ายทอดเทคโนโลยี
มูลค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่คาดหวัง เป้าหมายของข้อเสนอชดเชยทางเศรษฐกิจ คือ การสร้างผลตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึง 130% ของมูลค่าเครื่องบินที่จัดซื้อไป การจัดซื้อเครื่องบิน 12 ลำนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ดังนั้น ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สวีเดนสัญญานั้นจะอยู่ที่ประมาณ 90,000 ล้านบาท ถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท
สิ่งที่คุ้มค่ากว่าอาวุธ คือสวีเดนลงทุนไทย
นายอนาลโย เน้นย้ำว่าสิ่งที่คุ้มค่าจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องอาวุธหรือเทคโนโลยีที่มากับเครื่องบิน แต่เป็นการลงทุน การที่บริษัทสวีเดนเข้ามาซื้อสินค้าจากบริษัทไทย หรือจ้างบริษัทไทยเป็นผู้รับเหมาช่วง ซึ่งเป็นการสร้างงาน เพิ่มภาษีให้กับภาครัฐ และทำให้คนไทยมีงานทำ วิธีการนี้ดีกว่าการซื้ออาวุธแบบปกติที่จ่ายเงินสดไปแล้วได้แค่อาวุธและเงินก็ไหลออกนอกประเทศไป
ประโยชน์ที่หลากหลายนอกเหนือจากอาวุธ หลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ได้ใช้วิธีการ "offset" ในการพัฒนาประเทศมา 20-30 ปีแล้ว เนื่องจากมองว่าการใช้งบประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี ในการจัดซื้ออาวุธโดยไม่ได้รับอะไรกลับคืนมานอกจากอาวุธนั้น ไม่คุ้มค่า
การชดเชยทางเศรษฐกิจนี้ยังรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ไม่ใช่แค่ด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ ที่ไทยต้องการ เช่น เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่, เทคโนโลยีไซเบอร์, การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า, วัสดุเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฟฟ้า และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายอนาลโย ยกตัวอย่างว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ข้อเสนอของสวีเดนในการจับกลุ่มกับบริษัทไทยเพื่อผลิตโซลาร์เซลล์แบบใหม่ที่ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพสูง
นายอนาลโย มองว่า การดำเนินการตามข้อกำหนดเหล่านี้จะทำให้เงินส่วนหนึ่งกลับเข้าสู่กระเป๋าประชาชนผ่านการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5,000-6,000 ตำแหน่ง และการที่บริษัทไทยได้เป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทระดับโลก เช่น Electrolux และ ABB
ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายและส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ทำให้เงิน 60,000 ล้านบาทที่จ่ายไป อาจเหลือเพียง 30,000-40,000 ล้านบาท ในตัวเลขสุทธิ หลังหักลบภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จากการลงทุนเหล่านี้ตลอด 6-10 ปี
"IKEA" ตีตลาดไทย เพราะกองทัพซื้อ "กริพเพน" ฝูงแรก
การลงทุนในไทยนี้ ไม่ใช่เสียฝ่ายเดียวสำหรับสวีเดน พวกเขาได้รับประโยชน์จากการมีแรงงานราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับสวีเดนเอง และเป็นการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยการเปลี่ยนแผนจากประเทศอื่นมาลงทุนในไทยแทน
นายอนาลโย ยังได้เล่าย้อนถึงกรณีการซื้อ Gripen ฝูงแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีข้อกำหนดเรื่อง offset อย่างเป็นทางการ แต่สวีเดนก็ประสงค์จะตอบแทนไทย จึงได้มีการพูดคุยกับ IKEA ให้มาลงทุนเปิดร้านในไทยและสั่งซื้อวัตถุดิบจากไทย
ซึ่ง IKEA ก็มาตั้งในไทยด้วยดีลนี้ แต่ในครั้งนี้ ข้อตกลงชดเชยทางเศรษฐกิจได้ถูกกำหนดไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ทำให้สามารถวัดผลและติดตามการลงทุนได้ดีขึ้น
บทบาทภาครัฐ กับการผลักดัน "offset" ในอนาคต
บทบาทของภาครัฐสวีเดนเป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนภาคเอกชนของตนให้เข้ามาลงทุน แม้บริษัทต่าง ๆ จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่รัฐบาลสวีเดนก็ลงมาสนับสนุนเต็มที่เพื่อเพิ่มตัวเลขการส่งออกและภาษี นี่คือบทเรียน
สำหรับภาครัฐไทยที่ควรสนับสนุนภาคเอกชนให้มากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมอาวุธที่ผลิตในประเทศ และให้กองทัพช่วยเป็น "เซลส์แมน" ในการขายอาวุธไทยในเวทีต่างประเทศ
ปัจจุบันนี้ การใช้ "offset contract" ในการจัดซื้ออาวุธของไทยเพิ่งเริ่มต้นเป็นครั้งแรก และกำลังจะถูกขยายไปสู่โครงการอื่น ๆ เช่น การต่อเรือฟริเกตของกองทัพเรือในปีงบประมาณ 2569 และการจัดซื้อจรวดของกองทัพบกในปี 2570
แม้ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับ แต่หากกองทัพยังคงดำเนินโครงการจัดซื้ออาวุธด้วยแนวคิดนี้ ประชาชนจะให้การยอมรับมากกว่า เพราะสามารถตอบคำถามสังคมได้ว่า นอกจากได้อาวุธแล้ว ยังได้โรงงานใหม่ใน EEC เทคโนโลยีใหม่ และตำแหน่งงานหลายพันตำแหน่ง
"การซื้ออาวุธอย่างฉลาดและมีประสิทธิภาพ จะทำให้งบประมาณ 1 บาท ทวีคูณได้มากกว่าการได้อาวุธเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องทำในปัจจุบันเพื่อการพัฒนาประเทศ" นายอนาลโย กล่าว
คำชี้แจงจากอิเกีย ประเทศไทย
อิคาโน่ รีเทล และ อิคาโน่ รีเทล ประเทศไทย ขอยืนยันว่าการเข้ามาดำเนินงานและกิจการของอิเกียในประเทศไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการลงทุนและกลยุทธ์ทางธุรกิจเชิงพาณิชย์โดยสมบูรณ์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงระหว่างรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น
อิเกีย ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งในเครือ Ikano Retail ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 ผู้ประกอบการแฟรนไชส์อิเกีย และเป็นเพียงรายเดียวที่เป็นของครอบครัวอิงกวาร์ คัมพราด ผู้ก่อตั้งอิเกียในปี 1943 เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านที่ออกแบบมาอย่างดี ใช้งานได้จริง และมีราคาที่เข้าถึงได้สู่ตลาดประเทศไทย ผ่านรูปแบบการค้าปลีกที่เราได้วางไว้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB